Powered by WordPress | Theme by mg12 | Valid XHTML 1.1 and CSS 3
  • Amazon Autopost Tools & Plugin

    มีคำถามในเว็บบอร์ด ThaiSEOboard.com ว่า Plugin หรือ Tools ตัวไหน ที่ดีที่สุดสำหรับการโพสต์สินค้าของอเมซอน (Amazon)

    ซึ่งที่พูดๆ กัน ก็มี AOM, Amazon auto post plugin, WP robot, ReviewAZon, etc ,  คำถามตอบยากมากค่ะ

    แต่ถ้าเอาแบบตอบง่ายๆ เลย ก็คือ คงต้องบอกว่า การโพสต์สินค้าด้วย  มือค่ะ ดีที่สุด

    เพราะเป็นการ Post ที่ไม่เหมือนใคร Search Engine ชอบ สินค้าที่เลือก ก็เลือกมาจาก Keyword ที่เราต้องการขายสินค้านั้นๆ

    ซึ่งต่างกับการโพสต์แบบ Auto หรือ อัตโนมัติ ที่การโพสต์ไม่เป็นธรรมชาติ เนื้อหาก็เหมือนกันกับทุกคนที่โพสต์ด้วยการใช้วิธีเดียวกัน

    แต่ข้อเสียของการ Post มือ อย่างแรกเลย ก็คือ ใช้เวลานาน และ ได้สินค้าจำนวนน้อย

    ดังนั้น คงจะต้องหันไปสนใจการใช้ Auto Post กันอีกครั้ง แล้วยังไงดีล่ะ ในเมือเราและ Search Engine ก็ไม่ชอบเนื้อหา หรือ อะไรที่มันเหมือนกันแบบ Copy กันมา

    แต่ เอ เราสามารถทำให้มันไม่เหมือนกันได้นี่คะ

    ตั้งแต่การใช้ ชื่อ Title ของสินค้า ที่ไม่เหมือนคนอื่น การเพิ่ม tag ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึง การเขียนเนื้อหาของสินค้าเอง เพิ่มเติมเข้าไป

    ดังนั้น Post ที่เราสร้างด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ หรือ Auto Post ต่างๆ ก็จะไม่เหมือนของใครค่ะ

    แล้วเราก็ได้วิธีที่ทำให้ได้ทั้งสินค้าที่มากขึ้นกว่าการ Post มือ

    และ ได้ทั้งการปรับเปลี่ยนชื่อสินค้า หรือ ชื่อ Post ทำให้อย่างน้อยก็ไม่ได้เหมือนใครๆ เสียทีเดียว

    ดีไหมคะ

  • Bot Bot Bot

    เมื่อวานทำเอาแย่ค่ะ

    เพราะมี Traffic เข้าเว็บมากกว่าปกติ

    จนแปลกใจตัวเอง ว่านี่เราทำเว็บให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเข้า หรือ ทำเว็บให้บอทเข้ามา

    เพราะบอทดูจะเยอะเหลือเกินค่ะ มากกว่า Visitor อย่างมีนัยสำคัญ (บางทีพบว่า visitor เข้ามาแค่ 10 แต่บอทมาเป็น 500 เลยก็มีค่ะ SEO ดีเกินค่ะงานนี้ )

    ก็แย่ซิคะ  เพราะบอทเล่นเข้ามาแบบ ทำให้ Visitor เข้าไม่ได้ เพราะว่า Process รันเกินลิมิต

    (Over Limit Process) ผลก็คือ ขนาดเจ้าของเว็บยังเข้าไปแก้ไขอะไรไม่ได้

    เดือดร้อน จนเกือบจะต้องไปยกเลิกบัญชี Twitter อ้าว มาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนสงสัย

    Twitter ไปเกี่ยวอะไรด้วย

    ก็เพราะว่า ผู้เขียนใช้ Plugin WordPRess ให้ส่งข้อความแต่ละโพสต์ไปยัง Twitter ด้วยน่ะซิคะ

    แล้วเมื่อเราตั้งเวลา Post ไว้ล่วงหน้า และ หลายๆ Post จนระบบรองรับไม่ไหว

    เมื่อเราไม่สามารถเข้าไปยังบัญชี WordPress ของเรา เพื่อจะแก้ไขอะไร

    สิ่งแรกที่นึกได้ตอนนั้นก็คือ ระงับบัญชี Twitter ก็น่าจะดี เพราะเร็ว และ จะได้ไม่มีบอทมาไต่

    แต่ก็เสียดายบัญชี เพราะ Follower ก็เยอะพอสมควร และ ใช้ Twitter โปรโมท มันก็อุ่นใจว่าถึงแม้ขายไม่ได้ แต่ก็ช่วยส่งข่าว กระจายข่าวการขายออกไปในวงกว้าง ก็เลยยังไม่อยากระงับบัญชี

    ดังนั้น เมื่อวาน ก็๋นั่งแก้ไขเว็บ เอา Plugin บางรายการออก และ ปรับแต่งรายการที่เกี่ยวข้องกับการโปรโมทออก เอา Plugin post to Twitter ออกก่อนชั่วคราว (จริงๆ ไม่ได้ลบ Plugin ออก แต่เป็นการ Deactivated คือ ยกเลิกการใช้ชั่วคราวก่อนน่ะค่ะ)

    แต่ก็เล่นเอาเว็บเข้าไม่ได้ไปหลายชั่วโมง ประเภท เข้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

    สุดท้าย ก็เมล์ไปถามเจ้าของ Host ว่า พอจะแก้ไขเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร ทั้งที่มีคำตอบในใจแล้วว่า คงจะต้องขยายแพลนในการเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลเว็บ หรือ Hosting นั่นเอง

    เฮ้อ งานนี้ เสียเงินเพิ่มอีกแล้วค่ะ

  • RSS Feed

    ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของการทำเว็บสำหรับขายสินค้า Amazon ด้วยการโพสต์มือ และ การทำเว็บแบบ Auto Script เช่น AOM ก็คือ

    เว็บที่เป็น AOM นั้น เป็น content แบบ Fix ก็คือ ทำเว็บเสร็จแล้ว ก็ได้สินค้าเข้ามาในเว็บหนเดียว จึงไม่สามารถทำ RSS Feed เพื่อการโปรโมทได้เหมือนกับในเว็บที่เป็นลักษณะ Blog แบบ WP MU หรือ การทำบล๊อกจาก Blogger.com

    ข้อดีของ AOM ก็คงจะมีเรื่องเดียวที่โดดเด่น ก็คือ สามารถสร่้างเว็บได้ในระยะเวลาอันสั้น และ มีสินค้ามากมาย

    ส่วนข้อเสีย ก็อย่างที่เราๆ ทราบกัน ก็คือ มักจะโดน Deindex จาก Google ดังนั้น คนที่ทำ AOM ก็มักจะหันไปซบ Yahoo เสียมากกว่า

    การทำ AOM นั้น ถ้าหากจะให้ดี ก็ควรจะสร้างเว็บจำนวนมาก โดยแยกเป็นโดเมน ที่เป็น Keyword ของสินค้าเป็นอย่างๆ ไปเลย เพราะ Yahoo นั้น ค่อนข้างจะให้น้ำหนักกับชื่อโดเมนที่สัมพันธ์กับตัวสินค้า

    เขียนมาทั้งหมด ตัวเองก็ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร จาก AOM นะคะ เพราะเพียงแต่ทราบว่า google ไม่ปลื้ม และลองทำมาแล้วโดน Deindex ก็ลาขาด AOM ไปเลย Order ที่มีมาจาก AOM ก็ประเภทหลงๆ มา เท่านั้นเองค่ะ

    ส่วนใครที่โชคดี เข้าทางกับ AOM – และ Yahoo ก็ขอให้ร่ำ ขอให้รวยไปเรื่อยๆ นะคะ

    เปลี่ยนมาเป็น Bing ก็หวังว่า หลายๆ อย่างจะยังคงคล้ายๆ กับที่เป็นอยู่ใน Yahoo

    ขอให้โชคดีค่ะ

  • Yahoo Index and Yahoo Results

    วันนี้ขอบ่น Yahoo หน่อยนะคะ

    การติด Index ใน Yahoo นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่ยาก

    แต่เนื่องจาก บอท Yahoo ไม่ขยันเท่า Google

    เมื่อเราปรับเปลี่ยนอะไรในเว็บของเรา การแสดงผลใน Yahoo นั้น ก็จะเปลี่ยนได้ไม่เร็วเท่าที่ใจเราต้องการ

    นี่ล่ะค่ะ ที่จะขอบ่นในวันนี้ เพราะมี Keyword ให้ลุ้น

    เนื่องจากเว็บของตัวเองแสดงผลในการค้นหาของ Yahoo ในอันดับที่ดี

    แต่ Title  และ  Description ยังสวยไม่ถูกใจ

    ก็เลยเปลี่ยน Title  และ  Description ให้สอดคล้องกับคำค้น

    คือ ต้องเท้าความก่อนว่า เดิมทีนั้น สมมติค้นด้วยคำว่า 123456789 แล้วก็เจอเว็บของเราในลำดับต้นๆ

    เพียงแต่ Title , Description ของเรานั้น ไม่ใช่ 123456789 ดังนั้น เวลาคนค้นมา ก็จะไม่สะดุดตากับเว็บของเรา

    จึงต้องการเปลี่ยน Title, Description ให้สอดคล้องกัน ก็คือ ให้มีคำว่า 123456789 นั้น บน Description  หรือชื่อของสินค้า

    (หมายเหตุ การเปลี่ยน Title, Description ของเว็บนั้น มีผลกับการค้นหาด้วย keyword อื่นๆ ที่สัมพันธ์กันนะคะ เปลี่ยนแล้ว อาจจะดีกับ keyword หนึ่ง และไม่ดีกับ keyword หนึ่งค่ะ)

    แต่แล้ว เมื่อเปลี่ยนแล้ว Yahoo กลับไม่ยอมมา Index ซ้ำ ทำให้ชื่อบน Title, Description ยังคงเดิม

    1-2 วัน จะไม่ว่าเลยค่ะ 4-5 วันก็ไม่เป็นไร รอได้ค่ะ แต่ 1-2 สับดาห์นี่ซิคะ รับไม่ได้จริงๆ ค่ะ

    เลยมาบ่นวันนี้ ไม่ว่ากันนะคะ

  • Target – Goal Focus

    วันนี้มีคลิปย้อนหลัง รายการเจาะใจ แขกรับเชิญ คุณ สมคิด ลวางกูร มาฝากเพื่อนๆ ค่ะ

    เป็นเรื่องของการตั้งเป้าหมาย และไปให้ถึงฝันนั้น

    มีทั้งหมด 9 ตอน นะคะ

    ก่อนจะไปดู ก็อยากจะบอกเพื่อนๆ หรือ คุณผู้อ่านว่า ตัวเองได้ดูจนครบ จบ 9 ตอนแล้ว

    และ ได้เอาแนวคิดของ คุณ สมคิด ลวางกูร มาใช้กับเรื่องของ Internet Marketing ในเรื่องของการตั้งเป้าหมายแล้วค่ะ

    ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้เพื่อนๆ ดูในวันนี้เลย อย่างน้อย 1 ตอนของ คลิปจากท้งหมด 9 ตอน

    และถ้ามีเวลา ก็อยากจะให้ดูให้จบในวันนี้เลยค่ะ

    แต่หากไม่มีเวลาในวันนี้จริงๆ อยากจะให้กลับมาดูในวันอื่นๆ ที่มีเวลา ดูแบบม้วนเดียวจบ 9 ตอน

    แล้วตกตะกอนความคิดของเพื่อนๆ นะคะ ว่าคลิปนี้ทำให้เราคิดอะไรได้บ้าง

    หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ นะคะ

    ส่วนตัวชอบอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจ และ ก่อให้เกิดความคิดดีๆ กับตัวเองมากๆ

    และมักจะย้อนกลับมาดูพวกคลิปเหล่านี้เสมอๆ ค่ะ มันสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้จริงๆ

    ลองดูนะคะ ^_^

    ตอนที่ 1 ถึง 9  เรียงตามลำดับค่ะ

    http://www.youtube.com/watch?v=mVFLdM5pSpI

    http://www.youtube.com/watch?v=F-6kL8DCM5w&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=5l2FXtU7hqE&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=cjbvQilHkII&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=ToUdnQdYx5M&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=yogL0olkJFg&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=Gf5vSueWztM&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=aVaovio0EtM&feature=related

    http://www.youtube.com/watch?v=muA3lAarzhI&feature=related

  • Duplicated Content Check

    หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Duplicated Content กันมาแล้ว

    คำนี้ ก็คือ เนื้อหาที่ซ้ำๆ กัน จนบางทีซำกันเป็น 10 เว็บ หรือเป็น 100 เว็บก็อาจจะเป็นได้

    วิธีที่เราจะตรวจสอบว่า เนื้อหาในเว็บของเรา หรือ สินค้าที่เรา Post ขายนั้น ซ้ำกับเว็บอื่นๆ บ้างหรือไม่ และ ซ้ำกันมากน้อยเพียงใด

    วิธีเช็คง่ายๆ ก็คือ พิมพ์ หรือ copy คำ หรือ keyword หรือ ประโยคที่ปรากฏในเว็บของเรา แล้วนำไปค้นหาใน Search Engine เช่น เช็คใน Google ยกตัวอย่าง คำนี้ค่ะ

    The SwaddleMe provides the simplest way to swaddle with soft fabric wings that hug your baby close

    คำนี้ ปรากฏอยู่ในสินค้าที่เราขาย และ เราโพสต์ลงไปแล้วในเว็บของเรา

    วันนี้เรามาลองค้นกันดูนะคะ ว่ามีเว็บที่มีเนื้อหาเดียวกับเรา กี่เว็บกัน

    ดูได้ที่นี่ค่ะ

    http://www.google.co.th/#num=100&hl=th&q=%22The+SwaddleMe+provides+the+simplest+way+to+swaddle+with+soft+fabric+wings+that+hug+your+baby+close%22&meta=&aq=&oq=%22The+SwaddleMe+provides+the+simplest+way+to+swaddle+with+soft+fabric+wings+that+hug+your+baby+close%22&fp=8a78b8af3965befa

    หนาวไปเลยไหมคะ  62 เว็บ (ข้อมูลในการ Search ณ วันที่ 7 มีนาคา 2553 ค่ะ)

    นี่ก็แปลว่า เราใช้ Content ในการ Post ขายสินค้าของเรา ซ้ำกับคนอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 62 คน หรือ 62 ซ้ำ

    ซึ่งไม่ดีแน่ๆ ค่ะ สำหรับการพิจารณาของ Google  ที่ไม่ปลื้มเนื้อหาประเภทนี้เลย

    วันนี้ คุณเช็ค Duplicated content เว็บของคุณหรือยังคะ

  • Google Probation Period

    แว่บหนึ่งของความคิดเรื่อง SEO และ Search Engine อย่าง Google

    ที่เราเคยได้ยินว่า การโพสต์บทความที่มากเกินไป หรือ โพสต์บทความหรือสินค้าแบบอัตโนมัติ

    แล้วจะทำให้ Google ไม่ปลื้ม แล้วมา Deindex เว็บของเรา

    ก็เลยคิดถึงคำนี้ขึ้นมาค่ะ คำว่า Google Probation Period คำนี้ คิดขึ้นมาเองนะคะ

    ว่ามันคือ ช่วงเวลาที่ Google ดูความประพฤติ หรือ พฤติกรรมในการเพิ่มบทความลงไปในเว็บของเรา

    ก็คือ สมมติเรา Post บทความไปเรื่อยๆ วันละ 1-2 บทความ จนกระทั่งถึงเวลาหนึ่ง คือ เวลาผ่านไป 3-4  เดือน หลังจากนั้น Google ก็อาจจะไม่สนใจมาดูพฤติกรรมของเราแล้ว ก็เรียกว่า เว็บของเรามีช่วงเวลาที่ต้องอยู่ในสายตา Google หรือ Google Probation Period 3-4 เดือน ซึ่งหลังจากนั้น เราก็อาจจะสามารถทำอะไรก็ได้กับเว็บของเรา แต่ต้องอยู่ในขอบเขต จนกว่า google จะกลับมาเพ่งเล็งอีกที

    ข้อเขียนในวันนี้ ไม่ได้อ้างอิงมาจากที่ไหน (อ้าว จะเชื่อดีไหมเนี่ย อิอิ) และก็ไม่ได้คิดขึ้นมาเองค่ะ แต่เกิดจากประสบการณ์ของตัวเอง ที่ในวันแรกๆ เดือนแรกๆ ก็ Post แค่วันละ 1-2 บทความ และ Post ไปเรื่อยๆ จนประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นก็ Post กระหน่ำค่ะ แต่ก็ไม่ได้โดน deindex แต่อย่างใด จนตอนนี้ก็ Post ประมาณ 50 บทความต่อวันกันเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ชะล่าใจนะคะ

    จากประสบการณ์การโดนแบนจาก Blogger หรือ blogger โดนล๊อคการใช้งาน ก็ยังไม่เข็ดค่ะ ลองอะไรใหม่ไปเรื่อย

    คุณผู้อ่านที่บังเอิญอ่านมาเจอวันนี้ ก็จะทดลองดูก็ได้นะคะ แต่ไม่รับรองผลนะคะ  ^_^

    เวลาอ่านเจอกระทู้ในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับคำถามที่ว่า ควรจะ Post กี่บทความจึงจะไม่โดน Google ตีตราว่าสแปม (Spam) และ Deindex เว็บของเรา

    ตัวเองไม่กล้าไปตอบเลยค่ะ ว่า Post ไม่เกิน 50 เพราะส่วนใหญ่จะตอบว่า 1-2 บทความ หรือ ไม่เกิน 5-10 บทความในแต่ละวัน

    แต่ส่วนตัว คิดว่า ตราบใดที่เราหา Backlink ให้กับเว็บของเรา และ เรา Post วันละ 1-2 บทความสม่ำเสมอ มาแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 3-4 เดือน อย่างที่บอก) ต่อจากนั้น เราสามารถ Post  20-50 บทความได้ค่ะ

    แต่ อ่นแล้วโปรดใช้วิจารณญานนะคะ หากเว็บของเพื่อนๆ โดนแบน อย่ามาว่ากันนะคะ  ^_^

  • Daily Work for SEO Affiliate

    คำถามจาก ThaiSEOBoard ค่ะ

    ผู้ที่ทำงานบนอินเตอร์เน็ตอย่างจริงจัง วันๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง

    อือม์ เป็นอีกคนที่ทำงานผ่าน Internet นะคะ แต่คิดว่า ไม่ค่อยได้จริงจังเท่าไหร่ แต่เล่นเกมส์จริงจังมากกว่าค่ะ

    ถามว่า วันๆ ทำอะไรบ้าง ก็ list ออกมาคร่าวๆ นะคะ

    อันนี้ เฉพาะวันนี้ วันที่ 4  มีนา 53

    เช้ามา ออนเอ็ม เช็คเมล์ เปิด Facebook เก็บผัก
    เปิดเว็บ thaiseo ทิ้งไว้ ว่างๆ ก็ refresh ไล่อ่านกระทู้
    เช็ครายงานผลการทำงาน ช่วงเช้า เช็คยอด Adsense ช่วงเช้า (0 click ทำใจอยู่ 10 นาที)
    เปิด Google Analytic ดู keyword ที่เข้ามา (มาไ้่ด้ไง)
    โพสต์สินค้า ล๊อตแรก เว็บละนิดหน่อย 20 เว็บนี่ ก็ปาเข้าไป 40-50 รายการต่อวันแล้วนะคะ
    เปิดเว็บบอร์ดต่างประเทศ 2-3 เว็บ ในช่วงเช้า บางวันขี้เกียจ เปิดเว็บเดียว ตอบซัก 2-3 ทู้พอ บางวันที่ขยัน ตอบ 30-50
    Refresh Facebook เก็บผักอีก คนเรา (จริงๆ เข้าไปบ่อย เพราะห่วงผัก และตามเก็บเงิน เก็บของขวัญพิเศษ แทบจะเรียกได้ว่าทั้งวัน บ้าไปแล้ว)
    เช็คเมล์ ช่วงบ่าย update เว็บ
    โพสต์สินค้า ล๊อต 2
    Check Tracking สารพันมี
    Check Index ลงบันทึกว่า เพิ่ม หรือ ลดลง เท่าไหร่ (2-3 วัน check หนนึงค่ะ)
    หา keyword เพิ่มเติม
    เปิดเว็บต่างประเทศ 2-3 เว็บ อ่านไปเรื่อยๆ แต่ละวัน ก็เจอแต่ละแบบ ไม่ซ้ำกัน comment มั่ง ไม่เมนท์มั่ง
    เปิด mybloglog, ดูเว็บเพื่อนบ้าน
    เปิด twitter ส่องชาวบ้าน
    อ่าน pantip
    เข้า oknaiton  comment บ้าง บางเรื่อง

    เพิ่งมาสรุปรวบรวมว่าวันนึงๆ ทำอะไรบ้าง ดูแล้ว ไม่ค่อยได้สาระเท่าไหร่ค่ะ

    ไว่วันหลัง หากคิดว่า ที่ตัวเองทำ มีสาระมากกว่านี้

    ก็จะเก็บมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะคะ

    วันนี้แค่นี้ก่อนค่ะ ต้องเตรียมตัวสำหรับลูกจะกลับจาก รร ในอีก 2-3 ชม ข้างหน้าค่ะ ^_^

  • AOM SEO – Associates O Matic & SEO

    หลายๆ คนทำ Amazon ด้วยการใช้ Script AOM

    หรือ  Associates O Matic ซึ่ง เป็น Script อัตโนมัคิ ที่ติดตั้งครั้งแรก และ ปรับแต่งในส่วนของสินค้า ประเภทสินค้า และ รายละเอียดอื่นๆ

    ปรับแต่ง SEO ได้ ในกรณีที่เป็น AOM แบบซื้อ ไม่ใช่แบบที่เป็นตัวฟรีนะคะ แบบนั้น จะปรับแต่ง SEO ไม่ได้อย่างเต็มที่

    เมื่อติดตั้ง และ เซทค่าต่างๆ แล้ว เราก็จะได้หน้าตาเว็บไซต์ที่มีสินค้ามากมายในครั้งเดียว

    เป็นร้านค้าอัตโนมัติ ที่เราเลือกสินค้าเองไม่ได้ จะเลือกได้ก็เฉพาะขั้นตอนการเลือก Node ของอเมซอน

    ดังนั้น ข้อเสียของ AOM ก็คือ เราเลือกสินค้าเป็นรายตัวไม่่ได้ มันมาเป็นชุด

    อีกข้อเสียหนึ่งที่พบเจอได้ด้วยตนเองคือ โดน Deindex จาก Google Search Engine

    คือ ทำเว็บมาก็เยอะ แต่ไม่โดน Deindex พอมาทำ AOM นี่ก็โดนเลยค่ะ รู้สึกชีวิตมันเศร้ามาก

    Script อัตโนมัติ generate สินค้าใช้เวลานิดเดียว ได้ร้านค้าที่มีสินค้ามากมาย แต่โดน Deindex ซะงั้น

    ด้วยความที่ script นี้ ทำให้เกิดเนื้อหาที่ซ้ำกัน ในลำดับที่เหมือนกัน เพราะเกิดจากการใช้ Node Amazon ในการสร้างสินค้า จึงถูก Search Engine โดยเฉพาะ Google มองว่าไม่มีคุณภาพ เลยจัดการ Deindex ซะ

    ทางเลือกของคนที่ทำ AOM คือ สร้างร้านค้าให้มาก และ อาศัย Yahoo ในการนำพาผู้คนที่ค้นหามายังเว็บที่ทำ AOM

    แต่ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะคะ เพราะ Yahoo รวมกับ Bing คราวนี้ Bing จะเป็นฝ่ายดูแลในเรื่องของ Search Engine ดังนั้น ที่เราเคยได้ Traffic จาก Yahoo ต่อไปเราก็ต้องมาดูว่า Bing ล่ะ เราจะต้องเอาใจ Bing อย่างไร เพราะ Google ยังไงเค้าก็ไม่ปลื้ม AOM

    ก็ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ  อะไรที่ว่ายาก มันอาจจะไม่ยาก หากเราได้ตั้งใจมากที่สุดค่ะ

  • Domain Age – its SEO results

    มีคำถามว่า อายุของโดเมน มีผล หรือ ไม่มีผล ต่อการทำ SEO มากน้อยแค่ไหน

    ในเว็บบอร์ด Thaiseo ค่ะ

    ก็เลยไปตอบไว้ ที่นี่ค่ะ

    http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,104493.msg1317705.html#msg1317705

  • Check Rank on Google Position

    หลายๆ ท่าน อยากจะทราบว่า เว็บที่ตัวเองทำอยู่นั้น มี keyword อยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ ในหน้าผลการค้นหาของ Google

    ขอแนะนำเว็บนี้เลยค่ะ http://www.googleposition.com/

    วิธีใช้ ใส่ชื่อเว็บของเรา

    ใส่ keyword ที่เราต้องการตรวจสอบอันดับ

    เลือกว่าจะให้ตรวจสอบจากผลกี่อันดับ เช่น 100 อันดับแรก หรือ สูงสุด 400 อันดับ

    และ เลือกภาษาที่เราจะตรวจสอบ เช่น ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ

    ก็ลองๆ เช็คอันดับกันดูนะคะ อาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว แต่ก็พอนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการวิเคราะห์เว็บของเราได้พอสมควรค่ะ

  • SEO – work Priority

    เมื่อวาน มีโอกาสพูดคุยกันระหว่างทีมงานที่ทำงาน Affiliate marketing ด้วยกัน 3-4 คน

    ก็พบว่ามีการทำงานที่ไม่ประติดประต่อกัน คือ ไม่ได้ทำงานตามลำดับความสำคัญของงาน

    และ ลำดับตามความสำคัญของงานเอง ก็ยังสับสน ว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง

    จริงๆ มันก็ไม่มีบอกนะคะ ว่าเราควรจะทำอะไรก่อน

    แต่เราต้องมานั่งคิดว่า อะไรที่ลดการทำงาน ลดเวลาลง หรือ ลดความซับซ้อนของการทำงานลงได้ ก็ควรจะทำ

    เช่น การ Submit เว็บ ใน Yahoo , Bing ถ้าเรามี 10 เว็บ หรือ 10 บล๊อก

    แล้วเราทำการ Submit นี้ พร้อมๆ กัน มันก็จะดีกว่า ทำทีละเว็บ แล้วอีกวันก็มาเปิดเว็บ Yahoo เพื่อ Submit อีกครั้ง

    แบบนี้ก็เท่ากับว่า เราเสียเวลาไปนิดนึง

    แล้วการทำ SEO เราต้องทำโน่น ทำนี่หลายอย่างด้วยค่ะ ไม่ได้ทำแค่เรื่อง Submit อย่างเดียว

    ดังนั้น เราเสียเวลาทำ SEO ให้กับเว็บหนึ่งๆ ค่อนข้างเยอะ ไหนจะมีเรื่องการติดตามผล หรือ Track ต่างๆ

    เช่นติดตั้ง Google Analytics ให้กับแต่ละเว็บอีก

    ดังนั้น หากเราไม่วางแผน เราเองก็จะสับสน ว่างานไหนทำแล้ว หรือ ยังไม่ทำ

    ส่วนตัว ถนัดที่จะทำทุกๆ เว็บพร้อมกัน กล่าวคือ เปิด Google Analytics หนนึง ก็ Add site ทีเดียว และ รับ Code มาใส่ในเว็บพร้อมกัน เสร็จเป็นเรื่องๆ ไปค่ะ

    เพื่อนๆ ล่ะค่ะ ทำวิธีไหน

  • SEO for Bing When Yahoo-Bing Search merge together

    หลังจากที่มีการรวมตัวกันของ Yahoo และ Microsoft ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหาร ในหลายส่วน

    สว่นที่เป็นเรื่องน่าสนใจของชาว Internet Marketing ก็เห็นจะเป็นเรื่องของการให้บริการ Search Engine

    ซึ่งข่าวที่ออกมาล่าสุด ก็บอกว่าฝ่าย Microsoft (Bing Search) จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องของ Search Engine ของ Yahoo

    ก็เลยกลายเป็นว่า ต่อไปคนที่จะทำ Search Engine Marketing (SEM) เราก็คงจะต้องหันมาสนใจอัลกอริทึ่ม หรือ กระบวนการในการจัดอันดับใน Search Engine ของ Bing เ้ค้านะคะ

    เท่าที่ได้อ่านๆ จากที่ต่างๆ มา ก็พอจะสรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้ค่ะ

    Bing ไม่สนใจชื่อ url ที่ยาว แต่ก็ไม่ควรที่จะเกินกว่า 65 ตัวอักษร ในขณะที่ Google นั้น ถึงแม้จะมีคนเคยบอกว่า ไม่ปลิ้ม URL ที่เกินกว่า 70 แต่เวลาเราดูผลในการค้นหาต่างๆ เราก็จะพบว่า 40-50 Google ก็ดูจะไม่ปลิ้มแล้ว

    Bing ไม่รังเกียจ .net ไม่ว่าเราจะ .com , .net ถ้าเรามีเนื้อหาที่ดี Bing จะให้ความสนใจ ในขณะที่ Google นั้น .com จะได้รับการพิจารณาก่อนเสมอ และ ดูมีเครดิตกว่า

    Bing ไม่สนใจ ขีดคั่นกลาง หรือ (-) หรือ แดช เช่น เรามีชื่อ abc-bedd-fhdgss-jkfghf เราก็สามารถทำ SEO กับ Bing ได้ แต่ สำหรับ Google นั้น ชื่อแบบนี้ เรียกได้ว่า ตายไปเลยค่ะ

    Bing ไม่ชอบ .info อย่างมาก อันนี้ เค้าว่ามานะคะ เท็จจริงประการใด จะต้องลองพิสูจน์ค่ะ

    วิธีพิสูจน์คือ ลองค้นด้วย keyword ใดๆ แล้วหาดูว่ามี .info ติดใน 50 อันดับแรกของ Bing เค้าหรือเปล่า และลองค้นด้วย keyword ซัก 10-20 ครั้ง เพื่อดูว่าส่วนใหญ่แล้ว .info ติดมากน้อยแค่ไหน

    เพราะเท่าที่ลองดูตามบทวิเคราะห์นี้ พบว่า .info พบได้ยากจริงๆ ใน Bing ค่ะ

    ก็คงจะคร่าวๆ กันแค่นี้นะคะ

    ส่วนตัวคิดว่า หาก Bing อยากจะได้ User ที่มากขึ้น ก็เห็นทีจะต้องปรับอัลกอริทึ่ม ให้แตกต่างจาก Google เพราะหากอัลกอริทึ่ม ต่างๆ เหมือน Google นั่นหมายถึงจะต้องไปแย่ง หรือ แข่งกับ Google ดังนั้น จึงคิดว่า แน่นอน มันต้องแตกต่างอยู่แล้ว ก็เลยสบายใจว่า เว็บไหนของเราที่ไม่ติด Index หรือไม่ทำอันดับดีๆ ใน Google ก็หวังว่ามันจะดีใน Bing

    คิดได้แบบนี้ ก็นอนหลับแล้วค่ะ

    วันหน้าหากมีเรื่องราวของ Bing กับ Search Engine for Bing หรือ SEO for Bing ก็จะมาเล่าสู่กันฟังใหม่นะคะ

    สวัสดีค่ะ

  • Benefit of Google Analytics

    เมื่อวาน ใช้เวลาส่วนนึงไปกับการจัดการอะไรหลายๆ อย่างใน Google Analytic ค่ะ

    อย่างแรกเลย ก็คือ เซทให้มันสามารถเข้าไปดู และ ปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมได้ด้วยหลายๆ account

    ก็คือ สมมติ เดิมใช้ Gmail A ในการเข้าบัญชี Google Analytic และ ต้องการให้เปิดดูได้ และแก้ไขได้ด้วย Gmail B

    ก็จะต้องไปเพิ่มชื่อผู้ใช้ใหม่ หรือ Add New User เพื่อความสะดวกในการใช้งานค่ะ

    และเนื่องจากตัวเองมี Gmail หลาย Account จึงต้องนั่งเพิ่มในแต่ละบัญชี

    ให้ Gmail A อ่าน และ แก้ไข Google Analytic B, C, D ได้

    ให้ Gmail B อ่านและแก้ไข บัญชี Google Analytic C, D, A ได้ อย่างนี้ สลับกันไป ก็เล่นเอามึนเหมือนกันค่ะ

    ทำไงได้ ก็คนมันมีบล๊อกเยอะ มีเว็บเยอะ มีบัญชี Google Analytic หลายบัญชีอีก

    (กระจายความเสี่ยงค่ะ ใช้บัญชีเดียว เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา หายกันหมด)

    เรื่องที่สอง ในการจัดการกับ Google Analytic เมื่อวาน ก็คือ นั่งดูปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Traffic) และ บล๊อกที่มี

    ดูทั้งแบบรายสัปดาห์ และ รายเดือน

    และพอเห็นว่าเว็บใด หรือ บล๊อกใด มีจำนวนคนค้นหาผ่านทาง Search Engine เข้ามาเยอะ

    ก็จัดการเอาไปต่อยอดด้วยการเอาเว็บที่เราต้องการโปรโมทไปใส่ไว้ในบล๊อกนั้นซะ

    เผื่อว่า Bot จาก Search Engine มาหนใด ก็จะได้ช่วยๆ เก็บเว็บนั้นๆ ที่เราเอาไปวางไป Index เพิ่มขึ้นซะหน่อยค่ะ

    เรื่องที่ สาม คือ เว็บไหนที่ทำ Adsense และ เห็นว่ามีคำค้นใดๆ ที่หลงมายังเว็บของเราค่อนข้างมาก

    แสดงว่า เว็บนั้นๆ ของเรา มีอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ Bot Search Engine วิ่งมาหาด้วย Keyword นั้น

    ดังนั้น ก็เอา keyword นั้น มาใส่ใน Title ของเว็บนั้นของเราเสียเลยค่ะ

    นึกภาพออกกันไหมคะ

    คือ สมมติ เว็บ A  เดิมเราพยายามโปรโมทเพื่อให้คนค้นคำว่า ABC แล้วมายังเว็บของเรา

    แต่ผลปรากฏว่า ดูจาก stat ใน Google Analytic แล้ว คนที่มาส่วนใหญ่ เข้ามาด้วยคำว่า XYZ ซึ่งก็ไม่ตรงกับที่เราอยากได้ แต่คำนี้ก็ไม่น่าเกลียดในการจะทำ Adsense เรียกว่า ค่าคลิกโอเคพอสมควร

    ก็เลยเอาคำ XYZ นี่ล่ะค่ะ ไปใส่ใน Title ของเว็บ A คราวนี้ เมื่อมีคนค้นหา จากเดิมแค่หลงๆ มา คราวนี้ก็เต็มๆ ค่ะ

    ก็มายังเว็บ A ของเรา และเมื่อเราเปลี่ยน Title แล้ว ต่อไปโฆษณาในเว็บ A ของเราก็จะตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

    อ้อ การเปลี่ยน Title เนี่ย มันมีผลต่อ SEO มากๆ ถ้าเดิมที เราไม่มีคลิก Adsense เท่าไหร่ มันก็ไม่แปลกที่เราจะลองเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการคลิก ถูกต้องไหมคะ

    แต่ถ้าเดิม เรามีคลิกอยู่แล้ว สม่ำเสมอ เราก็ไม่ต้องเปลี่ยนมากค่ะ

    เพราะเปลี่ยนมาก เดี๋ยวไปมีผลกับการค้นหา คำอื่นๆ

    ของผู้เขียนเนี่ย ในกรณีที่เดิม คลิกน้อยอยู่แล้ว และสังเกตเห็นว่า มีทราฟฟิคด้วยคำ XYZ เนี่ยค่อนข้างเยอะ

    จึงปรับ Title น่ะค่ะ

    ใครที่ไม่มีคลิก Adsense เท่าไหร่ ก็ลองๆ ใช้วิธีนี้ดูนะคะ

    อย่าลืมใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ Keyword ใน Google Analytic นะคะ

  • Spam Comment Deletion

    วันนี้ เข้าไปดูเว็บ (ที่ทำแล้วทิ้ง) อีกเว็บนึงของตัวเองค่ะ

    Spam Comment อลังการมากค่ะ

    200 กว่า (บางคนอาจจะบอกว่า น้อยนะ ของเค้าอาจจะ 500 อิอิ) นี่ขนาดใช้ Akismet Plugin ดัก comment แล้วนะคะ

    ที่บอกว่ามาก เพราะปกติแล้ว เวลาเค้าไป Edit หรือ จัดการอะไรกับเว็บใดๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ

    ก็มักจะเคลียร์ทั้ง Spam comment, ทั้ง Broken links

    สองอย่างนี้ จะพยายามไม่ให้มีเลยค่ะ

    สาเหตุก็เพราะว่า หากเว็บของเรามี Error link, broken link มากๆ เนี่ย

    เวลา Bot เข้ามาในเว็บ แล้วไปเจอหน้าที่มัน Broken คือ ลิงก์ไปต่อไมไ่ด้ อ่านลิงก์แล้วไม่ไปหน้าไหน เพราะมัน error

    Bot ก็ออกไปเลย แต่ถ้าเรามี Internal link คือ ลิงก์ที่วนเวียนกันในเว็บของเรา Bot ก็อยู่ต่อ และ Index ข้อมูลจากเว็บเราไปต่อ

    ความช้าเร็วของผู้ที่อ่านข้อมูลในเว็บของเราก็มีส่วนเยอะเลยล่ะค่ะ (ใน Google Analytic ก็ดูเรื่องนี้ได้ค่ะ)

    ยกตัวอย่าง เช่น คุณ A เข้ามาในเว็บ ThailandDB แล้ว ใช้เวลาอ่าน 5 นาที เปิดหน้าแรกที่เข้ามา แล้วก็อ่าน 3 นาที 3 นาทีนั้น Bot ก็จะอ่านด้วย และเก็บเว็บไป Index พอสมควร จากนั้น คุณ A สนใจ related post ซึ่งเป็นเนื้อหาบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเว็บ ThailandDB ที่คุณ A สนใจ คุณ A ก็จะคลิกไปอ่านลิงก์นั้น สรุปแล้ว คุณ A เข้ามา 5 นาที ทางเว็บก็ได้รับการ Index อะไรไปพอสมควร

    ต้องขอขอบคุณคุณ A และ ผู้มีอุปการคุณกับเว็บด้วย ณ โอกาส นี้ นะคะ

    ในทางกลับกัน คุณ B เข้ามา แล้วก็ปิดไปเลย ไม่ได้อ่านอะไรเลย Bot ตามหลังคุณ B มาแปปเดียว ยังไม่ทันคล้อยหลัง คุณ B ปิดซะแล้ว Bot ก็ไปเช่นกันค่ะ จบข่าว

    ดังนั้น SEO Onpage จึงสำคัญในแง่ที่ว่า จะได้ทำให้คุณผู้อ่านอยู่กับเนื้อหาของเราให้มากที่สุด แต่ก็ต้องมาพร้อมกับเนื้อหาที่ดีจริงนะคะ

    เพราะถ้าเนื้อหาไม่มีอะไรสำคัญเลย Bot ก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พอๆ กับผู้อ่านน่ะค่ะ

    ([บางทีผู้อ่านยังอยู่ แต่ Bot ออกไปแล้ว เพราะเนื้อหาไม่มีคุณภาพ หรือ ซ้ำกับที่อื่น บอทบอกว่าไม่ปลื้มค่ะ กรณีนี้ ก็เลยงอนออกไปเลยค่ะ)

    ดังนั้น เรามาเขียน มาสร้าง Content ดีๆ ให้อยู๋ในเว็บของเรากันนะคะ

    Monday, February 22nd, 2010 at 12:05

กรอก Email ที่นี่ เพื่อรับข่าวสารจากเราค่ะ:

Delivered by FeedBurner





| โปรโมท aStore | Amazon aStore
TOP